กกพ.เตรียมแผนตัดไฟภาคใต้รับมือแหล่งก๊าซหยุดจ่าย28วัน ขอความร่วมมือภาคธุรกิจ ลดใช้ไฟฟ้าช่วง'พีค'หวั่นซ้ำรอยปี 2556 ดับทั้งภาค

นายกวิน ทังสุพานิช เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) เปิดเผยว่ากกพ.เตรียมแผนรองรับการตัดไฟฟ้าใน 14 จังหวัดภาคใต้ เนื่องจากจะมีการหยุดจ่ายก๊าซในช่วงเดือนมิ.ย. รวมทั้งสิ้น 28 วัน

แผนการตัดไฟฟ้าดังกล่าว จะมีในบางพื้นที่ของภาคใต้ในช่วงที่มีการหยุดจ่ายก๊าซจากแหล่งเจดีเอ A-18 ระหว่างวันที่13 มิ.ย.-10 ก.ค.2557 ดังนั้น จึงต้องเตรียมความพร้อมเอาไว้ หากการขอความร่วมมือกับภาคอุตสาหกรรมและภาคธุรกิจ ในการหยุดจ่ายไฟฟ้าด้วยความสมัครใจ(demand response)ไม่เป็นไปตามเป้าหมายที่ตั้งเอาไว้ประมาณ 200-300 เมกะวัตต์

ทั้งนี้ เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาไฟฟ้าดับวงกว้าง(blackout) ทั้ง14 จังหวัดภาคใต้ เหมือนเมื่อช่วงเดือนพ.ค.2556 ที่ผ่านมา

นายกวิน กล่าวว่าการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย(กฟผ.)จะเป็นผู้จัดทำแผนการตัดไฟฟ้าในบางพื้นที่ เพื่อนำเสนอให้คณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน(กกพ.) อนุมัติภายในเดือนเม.ย.นี้ โดยแผนดังกล่าวจะแบ่งเป็น 5 ระดับ ขึ้นอยู่กับความต้องการใช้ไฟฟ้าที่เกินกว่ากำลังการผลิตที่มีอยู่ โดยระดับที่ 1จะเป็นการตัดสินใจของการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค(กฟภ.) ซึ่งจะเลือกตัดไฟฟ้าในบางจุดที่กินพื้นที่ไม่มากนัก ส่วนระดับที่ 2-5 จะเป็นการดำเนินการของ กฟผ. ทั้งนี้ จะเป็นการเวียนตัดไฟ เพื่อให้เกิดไฟฟ้าดับในแต่ละพื้นที่ไม่เกิน 2 ชั่วโมง

นายกวิน กล่าวว่า การขอความร่วมมือกับภาคอุตสาหกรรมและภาคธุรกิจภายใต้โครงการ demand response นั้น ซึ่งหารือกับทางสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย(ส.อ.ท.)ในเบื้องต้นแล้วนั้น ถึงแม้ว่า ทางกกพ.จะยังไม่ได้มีมาตรการจ่ายค่าชดเชยคืนให้ในรูปค่าไฟ สำหรับผู้ที่เข้าร่วมโครงการ เนื่องจากต้องรอความเห็นชอบจากคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.)แต่ก็ได้รับความร่วมมือจากผู้ประกอบการด้วยดี

ภาคอุตสาหกรรมและภาคธุรกิจที่พร้อมให้ความร่วมมือในการลดใช้ไฟฟ้าในช่วงพีค คือตั้งแต่ 6.30น.-22.30 น. ของแต่ละวันที่เป็นรายใหญ่ อาทิ.เหล็กก่อสร้างสยาม, เหล็กสยาม (2001),ธนากรผลิตภัณฑ์น้ำมันพืช,เทสโก้ โลตัส,เซ็นทรัลพัฒนา,สยามแม็คโคร,บิ๊กซี ซูปเปอร์เซ็นเตอร์,สยามพารากอน และ ปูนซีเมนต์เอเซีย

ที่ผ่านมา กฟผ.คาดการณ์ความต้องการใช้ไฟฟ้าสูงสุดหรือ พีค ของเฉพาะพื้นที่ภาคใต้14 จังหวัด ในปี2557 อยู่ที่ประมาณ 2,645 เมกะวัตต์ แต่ในช่วงที่มีการหยุดจ่ายก๊าซ จากแหล่งเจดีเอ ความต้องการใช้ไฟฟ้าสูงสุดน่าจะอยู่ที่2,543 เมกะวัตต์ ในขณะที่มีกำลังการผลิตติดตั้งทั้งหมด ของโรงไฟฟ้าที่มีอยู่ในพื้นที่ มีกำลังการผลิตรวมประมาณ 2,115 เมกะวัตต์ เมื่อบวกกับไฟฟ้าที่ส่งผ่านระบบสายส่งจากภาคกลางลงมาช่วยเสริมเต็มที่ ประมาณ 700 เมกะวัตต์ ก็รวมเป็นประมาณ 2,858 เมกะวัตต์

แต่เมื่อกำลังการผลิตจากโรงไฟฟ้าจะนะ หายไปจากระบบ 700เมกะวัตต์ จากการหยุดจ่ายก๊าซ จึงทำให้กำลังการผลิตไฟฟ้าลดลงมาอยู่ที่ ประมาณ2,158 เมกะวัตต์ ซึ่งจะขาดอยู่ประมาณ 385 เมกะวัตต์

อย่างไรก็ตามในส่วนของกำลังผลิตไฟฟ้าสำรองของรัฐและเอกชนที่มีอยู่ในพื้นที่ ซึ่งกระทรวงพลังงานประเมินว่าจะมีประมาณ100 เมกะวัตต์ จะทำให้ ไฟฟ้ายังขาดอยู่ประมาณ 285 เมกะวัตต์ ดังนั้นการรณรงค์ให้ประชาชนร่วมมือในการลดการใช้ไฟฟ้า และความร่วมมือของภาคอุตสาหกรรมและภาคธุรกิจในการลดการใช้ไฟฟ้า จึงมีความจำเป็น มาก

"ความต้องการใช้ไฟฟ้าและกำลังการผลิตที่มีอยู่รวมกับการขอความร่วมมือภาคอุตสาหกรรมและภาคธุรกิจยังถือว่าใกล้เคียงกัน จึงจำเป็นจะต้องมีการเตรียมแผนการตัดไฟฟ้าในบางพื้นที่เอาไว้ เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาในทางปฏิบัติ เพราะรัฐไม่ต้องการให้เกิดปัญหาไฟฟ้าดับทั้งภาคใต้ เหมือนเมื่อเดือน พ.ค.2556 ที่ผ่านมา อย่างไรก็ตาม กกพ.ยังมั่นใจว่า จะได้รับความร่วมมือจากเอกชนตามเป้าหมายที่วางไว้" นายกวินกล่าว