เรื่อง เฉลิมพร ตันติกาญจนากุล
 
เมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมาผมมีโอกาสพูดคุยกับสุภาพสตรีคนหนึ่ง เธอบอกว่าความฝันสูงสุดในเวลานี้คือ อยากปลดหนี้บัตรเครดิตที่ติดค้างมาหลายปี คุยไปคุยมาก็แทบไม่น่าเชื่อว่าคนหนึ่งคน จะมีหนึ่งบัตรเครดิตมากจนผ่อนกันไม่หวาดไม่ไหว และที่น่าคิดคือ แต่ละปีเธอต้องเสียดอกเบี้ยให้กับบริษัทบัตรเครดิตเป็นจำนวนมหาศาล ผมจึงถือโอกาสนี้รวบรวมคำแนะนำที่ควรทำ เพื่อปลดหนี้บัตรเครดิตให้ได้โดยเร็วสำหรับเธอ รวมทั้งหากใครที่กำลังมีปัญหาเช่นนี้ก็นำไปใช้ได้ครับ
 
• จัดลำดับหนี้
 
ก่อนอื่นต้องเข้าใจว่า หนี้บัตรเครดิตคือหนี้ก้อนแรก ๆ ที่คุณต้องเคลียร์ให้ได้ครับ ส่วนใหญ่จะพบว่าคนที่มีหนี้มักจะไม่ได้มีแค่หนี้บัตรเครดิต แต่จะมีสารพัดหนี้ ทั้งสินเชื่อส่วนบุคคล หนี้บ้าน หนี้รถ หนี้สหกรณ์ ฯลฯ แต่หนี้บัตรเครดิตคือหนี้ที่มีอัตราดอกเบี้ยสูงเป็นลำดับต้น ๆ เพราะฉะนั้น เราต้องพยายามจัดการโดยเร็วที่สุด ไม่เช่นนั้น หนี้จะโตไวมากจากผลของดอกเบี้ยนั่นเอง
 
หยิบกระดาษมาจดเรียงลำดับเลยครับ ว่าหนี้ก้อนไหนมีดอกเบี้ยเยอะที่สุด บัตรเครดิตไหนมีดอกเบี้ยมากกว่าก็ต้องจัดไว้ลำดับต้น ๆ เพราะสิ่งที่ทำร้ายคนเป็นหนี้ไม่ใช่จำนวนเงินต้นที่มาก แต่เป็นอัตราดอกเบี้ยที่ทำให้เงินที่คุณจ่ายออกไปแต่ละเดือน แทบจะลดเงินต้นที่เป็นหนี้ไม่ได้ด้วยซ้ำ
 
• ตัดรายจ่าย
 
ขั้นตอนนี้อาจจะยากหน่อย (เพราะเรารู้สึกว่าทุกอย่างที่จ่าย ก็มีเหตุจำเป็นให้ต้องจ่ายทั้งนั้น) เพราะเราจะไม่มีทางเคลียร์หนี้ได้เลย ตราบใดที่แต่ละเดือนเรามีรายจ่ายมากกว่ารายได้ หากทุกอย่างล้วนจำเป็น เห็นทีจะต้องตัดสิ่งที่จำเป็นน้อยกว่าออกไปแล้วล่ะครับ อย่างเช่น ค่าเคเบิลทีวี ค่าโทรศัพท์มือถือ เพราะการลดรายจ่าย คือกุญแจสำคัญของการเคลียร์หนี้ มากกว่าการเพิ่มรายได้เสียอีก
 
• แบ่งสรรเงิน
 
นำเงินที่เหลือในแต่ละเดือนมาจ่ายหนี้บัตรเครดิต เช่น คุณมีหนี้บัตรเครดิต 3 ใบ คุณจำเป็นต้องจ่ายคืนทุกใบ เพื่อไม่ให้ถูกปรับจากการผิดนัดชำระหนี้ เพียงแต่วิธีการจ่ายไม่เท่ากันทุกใบ โดยเลือกจ่ายขั้นต่ำสำหรับหนี้บัตรที่มีอัตราดอกเบี้ยรอง ๆ ลงมา ก่อนที่จะทุ่มเงินที่เหลือทั้งหมดไปจ่ายหนี้ก้อนที่ดอกเบี้ยสูงสุด เพื่อตัดตอนหนี้ก้อนนั้นให้ได้โดยเร็ว
 
แต่ถ้ามีเงินไม่พอจ่ายแม้แต่อัตราขั้นต่ำ ก็เลือกไม่จ่ายบัตรใบนั้นเลยดีกว่า เพราะหากจ่ายน้อยกว่าอัตราขั้นต่ำคุณก็ถูกปรับอยู่ดี แล้วรวบรวมเท่าที่มีอัดไปใส่บัตรที่ดอกเบี้ยมากที่สุด หรือถ้าเงินที่มีก็ยังน้อยกว่าอัตราขั้นต่ำของบัตรใบใดใบหนึ่ง ก็เก็บเงินก้อนนี้ไว้เอาไปพบกับเดือนหน้า แล้วลองพยายามมหารายได้เพิ่มหรือลดรายจ่ายลงอีก
 
• เจรจาต่อรอง
 
ในกรณีที่จ่ายไม่ไหวจริง ๆ ก็ต้องต่อรองกับบริษัทเจ้าของบัตรเครดิต ขั้นตอนนี้อาจจะไม่ใช่เรื่องง่าย แต่ถ้าหากบริษัทบัตรเครดิตได้รับการชี้แจงอย่างตรงไปตรงมา ว่าคุณมีแผ่นการอย่างไร และจะจ่ายคืนหนี้อย่างมีระเบียบวินัยได้อย่างไร ก็อาจจะมีการเจรจาเพื่อปรับโครงสร้างหนี้ให้ ทั้งในส่วนของเงินต้นและอัตราดอกเบี้ย เพื่อให้เกิดการชำระคืนบนพื้นฐานะของความเป็นไปได้ เพราะหากให้หนี้สูญไปโดยคุณไม่สามารถชำระคืนได้เลย ทั้งตัวบริษัทและตัวคุณเองต่างก็เสียประโยชน์กันทั้งหมด และยิ่งบริษัทบัตรเครดิตทราบว่าคุณยังมีหนี้อีกหลายก้อน และคงยากต่อการใช้คืน ก็มีแนวโน้มว่าจะยอมให้มการปรับโครงสร้างหนี้ เพื่อให้แน่ใจว่าคุณจะเลือกชำระคืน ให้กับหนี้ที่ยอมปรับโครงสร้างก่อน
 
แต่ถ้าหากการเจรจาไม่ประสบความสำเร็จ อาจจะต้องเข้าสู่กระบวนการฟ้องร้อง คุณอาจต้องเข้าสู่กระบวนการปรับโครงสร้างหนี้หรือประนอมหนี้ หรือกระทั่งถูกฟ้องล้มละลาย แต่ทั้งนี้ควรกระทำบนพื้นฐานที่ว่าคุณชำระหนี้ไม่ได้จริง ๆ หลังจากพยายามถึงที่สุดแล้ว ซึ่งย่อมจะกระทบกับเครดิตของคุณด้วย ในการทำธุรกรรมการเงินครั้งต่อ ๆ ไป ไม่ว่าจะซื้อบ้าน ซื้อรถ หรือกู้เงินไปลงทุนก็ตาม บางคนเลือกหนีหนี้บัตรเครดิตด้วยวงเงินที่ไม่ได้มากมายนักในอดีต แต่กลับต้องถูกขึ้นเป็นแบล็คลิสต์หลายปี ไม่คุ้มกันหรอกครับ เพราะการแก้หนี้ไม่ได้ยากขนาดนั้น เพียงแต่ต้องอาศัยความอดทนและมีระเบียบวินัยมาก ซึ่งทั้งหมดก็เป็นการแสดงความรับผิดชอบต่อหนี้ ที่เราได้ก่อไว้นั่นเอง
 
นอกจากความไม่มีโรคตัว ความไม่มีหนี้ ก็เป็นลาภอันประเสริฐเช่นกันครับ ก่อนจะใช้จ่ายอะไร ก็คิดให้รอบคอบ อย่าจ่ายมากกว่าหามาได้ รับรองว่าไม่มีทางเป็นหนี้แน่นอนครับ

Comment

Comment:

Tweet