เรียบเรียงโดย  นางสาวนิษา  ไพจิตร

 

นักวิชาชีพ  ภาควิชาเคมี  คณะวิทยาศาสตร์  มหาวิทยาลัยทักษิณ

 

 เผยแพร่ออกอากาศทางวิทยุ FM. 98  รายการวิทยาศาสตร์เพื่อชุมชน

 

--------------------------------------------------------------

 

สารระเหย (Inhalants,Volatile Substances)

 

            สารระเหย หมายถึง สารประกอบอินทรีย์เคมี ประเภท ไฮโดรคาร์บอน ที่ได้จากกระบวนการสกัดน้ำมันปิโตรเลียม และก๊าซธรรมชาติ มีความสามารถในการกลายเป็นไอหรือเป็นก๊าซได้ดี มีกลิ่นเฉพาะตัว จุดเดือดต่ำ มีความหนืด ค่าแรงตึงผิว และค่าความดันไอต่ำ จึงสามารถระเหยได้ดีแม้อยู่ในสภาวะอุณหภูมิห้อง มักละลายน้ำได้ไม่ดี และละลายในน้ำมันได้ดี บางชนิดติดไฟได้ง่าย 1ตัวอย่างสารระเหยที่ได้จากการผลิตปิโตรเลียมเช่น Toluene Acetone Butane Benzene Trichloroe และ  Thylene เป็นต้น

 

            มักพบว่าสารระเหยถูกนำมาใช้เป็นส่วนประกอบในเชื้อเพลิงบางชนิด เป็นส่วนประกอบในกระบวนการผลิตในอุตสาหกรรมหลายชนิด และยังพบในผลิตภัณฑ์ที่ใช้ในชีวิตประจำวัน เช่น กาว แลคเกอร์ ทินเนอร์ น้ำมันเบนซิน ยาล้างเล็บ สีทาไม้ สีเคลือบสนิม และอีกมากมาย

  

เราจะได้รับสารระเหยได้จากสาเหตุต่างๆกัน ได้แก่

 

 ได้รับจากการใช้ในชีวิตประจำวัน

            เช่นการสัมผัสใช้งานเชื้อเพลิงสำหรับรถยนต์ และเครื่องยนต์ เป็นการสัมผัสที่ไม่สารมารถหลีกเลี่ยงได้ เนื่องจากเป็นปัจจัยสำคัญที่จำเป็นต่อการดำเนินชีวิต หากแต่สามารถเลี่ยงที่จะไม่สัมผัสโดยตรงได้ด้วยการไม่พยายยามสูดดม หรือสัมผัสโดยตรงกับผิวหนัง

 

ได้รับจากการประกอบอาชีพที่อยู่ใกล้หรือใช้สารระเหย

 

เช่นอาชีพในอุตสาหกรรมปิโตรเลียม อุตสาหกรรมพลาสติก และอุตสาหกรรมอื่นๆ ที่มีการใช้ตัวทำละลายที่เป็นสารระเหย และอาชีพด้านเคมีที่มีความจำเป็นต้องใช้สารระเหย ซึ่งไม่สามารถเลี่ยงได้ แต่สามารถเรียนรู้ และเคร่งครัดในการป้องกันตนเองไม่ให้รับอันตรายได้โดยใช้อุปกรณ์ป้องกัน เช่นการสวมหน้ากากป้องกันพิษ การสวมเสื้อคลุมและถุงมือป้องกัน และการจำกัดชั่วโมงปฏิบัติงานกับสารระเหยให้เหมาะสม เพื่องป้องกันพิษจากการสูดดม และสัมผัสโดยไม่ตั้งใจที่เกิดจากการปฏิบัติงาน

 

   การได้รับจากการเสพติดสารระเหย       เป็นกลุ่มที่ได้รับพิษร้ายแรงของสารระเหยอย่างชัดเจน เนื่องจากความตั้งใจรับพิษเข้าสู่ร่างกายโดยตรง และก่อให้เกิดพิษรุนแรง ซึ่งการแก้ปัญหาต้องแก้กันในทุกระดับสังคม เนื่องจากเป็นปัญหาเกี่ยวเนื่องจากภาวะเศรษฐกิจ และสังคม

 กลไกการเข้าสู่ร่างกายของสารระเหย

      โดยทั่วไปมักเข้าสู่ร่างกายโดยการสูดดมทางจมูก ซึ่งสามารถก่อพิษได้อย่างรวดเร็ว เนื่องจากสารระเหยเป็นสารที่มีสมบัติในการแพร่กระจายได้รวดเร็ว และสามารถแทรกเข้าสู่แขนงปอด และหลอดลมได้เร็ว ซึมเข้าสู่กระแสเลือด และกระจายไปทุกเซลล์ทุกส่วนของร่างกาย โดยเฉพาะส่วนของร่างกายที่ประกอบด้วยเซลล์ที่มีไขมันเป็นองค์ประกอบจำนวนมาก เช่นเซลล์สมอง และเซลล์ประสาทจะเป็นบริเวณที่สารระเหยสามารถซึมเข้าได้มาก และอยู่ได้นาน ทำให้พิษส่วนใหญ่ที่เกิดจากสารระเหยมักเป็นพิษต่อระบบประสาท และสมอง

 

      นอกจากนี้ร่างกายมีกลไกในการกำจัดสารระเหยออกจากร่างกายโดย ขับออกโดยตรงผ่านกระบวนการหายใจออกมากับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ โดยมากมักเป็นสารระเหยที่ไม่มีการเปลี่ยนแปลง และเมื่อออกมากับลมหายใจก็จะยังคงมีกลิ่นเฉพาะเหมือนเดิม สารระเหยบางส่วนที่เกิดการเปลี่ยนแปลงขณะเข้าสู่ร่างกายกลายเป็นสารประกอบอื่นก็จะถูกกำจัดออกทางไต

 

  พิษของสารระเหย

            แบ่งได้เป็นพิษอย่างเฉียบพลันที่เกิดจากการได้รับสารระเหยปริมาณมากในเวลาอันรวดเร็ว ปริมาณที่ได้รับกับการเกิดพิษจะขึ้นกับมวลกายของผู้ที่ได้รับ สภาวะสุขภาพของผู้ที่ได้รับ ชนิดของสารระเหย  และพิษเรื้อรังที่มักเกิดพิษได้เหมือนๆกันในผู้รับสารระเหยเกือบทุกชนิด

 

1. พิษระยะเฉียบพลัน

 

อาการที่มักจะเกิดทันทีหลังได้รับสารระเหยคือ ในระยะแรกจะทำให้มีความรู้สึกเป็นสุข ร่าเริง ตื่นเต้น ต่อมาจะมีอาการเมาคล้ายเมาสุรา พูดจาอ้อแอ้ ไม่ชัด ไม่รู้เวลาสถานที่ ควบคุมตัวเองไม่ได้ มีอาการระคายเคืองต่อเยื่อบุภายในปากและจมูก ทำให้น้ำลายไหลออกมาก ตามีความไวต่อแสงมากขึ้น มีเสียงในหู กล้ามเนื้อทำงานไม่ประสานกัน ในตอนแรกจะมีผลกระตุ้นระบบประสาทส่วนกลางทำให้นอนไม่หลับ ต่อมาจะมีฤทธิ์กด ทำให้ง่วงซึม หมดสติ ถ้าได้รับปริมาณสูง สารระเหยจะไปกดศูนย์หายใจทำให้ตายได้ สารระเหยบางชนิดทำให้หัวใจเต้นเร็วผิดปกติ โดยเฉพาะถ้าสูดดมในสภาวะที่จิตใจมีความตึงเครียด หรือเหน็ดเหนื่อยจากการออกกำลังกาย การสูดดมเป็นเวลาสั้นๆ และปริมาณความเข้มข้นของสารระเหยสูง ก็อาจถึงแก่ชีวิตได้ นอกจากนี้ยังพบอาการจาม ไอ คลื่นไส้ ท้องเดิน สั่นและชักแบบลมบ้าหมู

 

            2.พิษระยะเรื้อรัง

 เป็นพิษเนื่องจากการได้รับสารระเหยติดต่อกันเป็นเวลานาน ทำให้อวัยวะในร่างกายเสื่อมสภาพ เช่น

 

            2.1 อาการทางระบบประสาท  มีผลต่อทั้งระบบประสาทส่วนกลางและส่วนปลายประสาท โดยทำให้เกิดอาการวิงเวียน เดินโซเซ ลูกตาแกว่ง พูดลำบาก มือสั่น ตัวสั่น หลงลืม เซื่องซึม ความคิดอ่านช้าลง สับสน นิสัยและอารมณ์เปลี่ยนแปลง การรับรู้เปลี่ยนแปลงไป เช่นการมองเห็น อาจทำให้เห็นภาพซ้อน การได้กลิ่นผิดปกติไป หรืออาจเกิดอาการปลายประสาทอักเสบ ชาตามมือปลายเท้า

 

                        2.2 อาการทางระบบหัวใจและหลอดเลือด  ทำให้จังหวะการเต้นของหัวใจผิดปกติ กดการทำงานของไขกระดูกทำให้การสร้างเม็ดเลือดหยุดชะงักทำให้เม็ดเลือดแดงต่ำ เกร็ดเลือดต่ำ เลือดออกง่าย อ่อนเพลีย บางรายอาจเกิดมะเร็งในเม็ดเลือดขาวได้

 

                        2.3 อาการทางระบบทางเดินหายใจ  อาจเกิดอาการระคายเคืองจนกระทั่งถึงอาการอักเสบตั้งแต่ปลายจมูกจนถึงหลอดลม ปอด ถุงลม อาจเกิดอาการน้ำคั่งในปอด มีเลือดออกในถุงลม

 

                        2.4 อาการทางระบบทางเดินอาหาร  ทำให้เกิดอาการปวดท้อง คลื่นไส้ อาเจียน ท้องเดิน เบื่ออาหาร น้ำหนักลด บางรายพบเลือดออกในกระเพาะอาหาร นอกจากนี้ยังพบว่ามีการทำลายเนื้อเยื่อของตับเป็นหย่อมๆ ตับโต ตับและไตอักเสบ บางรายปัสสาวะเป็นเลือด

 

                        2.5 อาการทางระบบปัสสาวะ ปัสสาวะผิดปกติ มีสีขุ่นขาว มีการอักเสบของท่อปัสสาวะ กระเพาะปัสสาวะ ไตอักเสบ 

 

2.6 อาการทางระบบกล้ามเนื้อ  ทำให้กล้ามเนื้อลีบ จนถึงเป็นอัมพาตได้

 

2.7 ระบบสืบพันธุ์ ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของโครโมโซม ซึ่งมีหน้าที่ถ่ายทอดทางพันธุกรรม ทำให้อาจมีผลลดการสร้างอสุจิเนื่องจากเซลล์ในท่ออสุจิผิดปกติไป 

 

2.8 อื่นๆ  เช่น หากถูกผิวหนัง ทำให้ผิวหนังแห้ง เป็นผื่นคัน ถ้าถูกตาจะทำให้ตาบอดได้ เป็นต้น

 นอกจากนี้ยังเกิดอาการเสพติดได้ จึงจัดสารระเหยเป็นสารเสพติดชนิดหนึ่ง เนื่องจากมีผลต่อระบบประสาท และกระตุ้นให้เกิดความรู้สึกต้องการสูดดม โดยหากได้รับสารระเหยนั้นๆ เป็นเวลานานก็จัเกิดการเสพติด และหากไม่ได้รับการสูดดมจะเกิดอาการขาดยาเช่นเดียวกับยาเสพติด จะมีอาการหงุดหงิด หาวนอน ปวดท้อง เหงื่อออกมาก คลื่นไส้ อาเจียน จาม คัดจมูก ปวดตามกล้ามเนื้อ ฟุ้งซ่าน น้ำตาไหล ขนลุกหนาวสั่น  เป็นตะคริวตามกล้ามเนื้อต่างๆ  นอนไม่หลับ กระสับกระส่าย ปวดกระดูก เจ็บหน้าอก เป็นต้น  

 การดูแลสุขภาพสำหรับผู้ที่มีความจำเป็นต้องสัมผัสสารระเหย

            การหลีกเลี่ยงไม่ให้ได้รับสารเป็นเวลานาน และลดความเข้มข้นของสารที่ได้รับลงเป็นวิธีที่เหมาะสมที่สุด เนื่องจากบางสาขาอาชีพไม่สามารถหลีกเลี่ยงการใช้งาน หรือสัมผัสสารระเหยได้ เช่น

1.       การสวมอุปกรณ์ป้องกันส่วนบุคคล ปัจจุบันมีความพยายามในการสร้างอุปกรณ์ป้องกันการสูดดมสารพิษเข้า ทางระบบหายใจ โดยมีหน้ากากป้องกันสารพิษผลิตจากวัสดุที่มีราคาและคุณสมบัติต่างๆ เพื่อที่จะสามารถช่วยในการป้องกันการสูดดมโดยตรง และลดความเข้มข้นของสารระเหยที่เข้าสู่ระบบหายใจได้ โดยเลือกชนิดหน้ากากที่เหมาะสมกับชนิด และความเข้มข้นของสารระเหยที่จำเป็นต้องสัมผัสสูดดม ซึ่งจัดว่าเป็นอุปกรณ์ที่จำเป็นในกรณีที่ต้องทำงานในบริเวณที่มีไอของสารระเหยฟุ้งกระจาย เช่นในโรงงานอุตสาหกรรม สถานีบริการน้ำมันเชื้อเพลิง เป็นต้น  

2.       การใช้อุปกรณ์ป้องกันเพื่อส่งไอสารระเหยออกไปให้พ้นการสูดดม เช่นการใช้งานสารระเหยต้องเทในตู้กำจัดสารระเหย โดยอาศัยการทำงานของพัดลมดูดอากาศ และดูดไอสารระเหยปล่อยออกนอกตัวอาคาร หรือจุดที่สูงกว่าชั้นอากาศที่มีคนอาศัยอยู่ เพื่อเลี่ยงไม่ให้มีการสูดดมสารเข้าไป ซึ่งอาจทำได้ในกรณีที่มีการใช้สารระเหยในปริมาณน้อยๆ เช่น ห้องปฏิบัติการ 

3.       การลดการระเหยของสารโดยทำในภาชนะปิด (chamber) ที่มีการลดอุณหภูมิ หรือความดัน เพื่อลดการระเหยของสาร ทำให้สารไม่สามารถระเหยในอากาศได้มาก และไม่ว่าเราจำเป็นต้องได้รับสารระเหย และพิษของสารระเหยโดยทางใดก็ตาม ล้วนก่อผลเสียต่อสุขภาพทั้งสิ้น ดังนั้นไม่ว่าเราจะอยู่ในภาคการผลิตที่จำเป็นต้องใช้สารระเหยในกระบวนการต่างๆ ในอุตสาหกรรม หรือเป็นผู้บริโภคที่มีความจำเป็นใช้งานสารระเหยในการดำรงชีวิต ควรพยายามป้องกันตัวเองให้ได้รับพิษน้อยที่สุด และให้ความสำคัญกับการใช้งานอย่างถูกต้อง และป้องกันพิษอย่างเหมาะสม และหากพบว่ามีบุคคลใดที่ไม่มีความรู้ หรือยังใช้งานสารระเหยอย่างผิดๆ โดยไม่คำนึงถึงพิษภัยที่อาจเกิดต่อสุขภาพ ต้องให้คำแนะนำที่ถูกต้อง เพื่อให้ใช้งานอย่างเหมาะสม และไม่ว่าสารเคมีใดๆ ก็ตามหากมีการใช้งานและปลดปล่อยออกสู่บรรยากาศ และสิ่งแวดล้อมแล้ว หากไม่สามารถกำจัดได้ก็จะเป็นผลเสียต่อสิ่งแวดล้อม และกลับมามีผลเสียต่อสุขภาพของมนุษย์โดยส่วนรวม ดังนั้นการศึกษาหาความรู้ ในการใช้งานและกำจัดสารเคมีที่ถูกต้องจึงมีความจำเป็นอย่างยิ่ง 


 

อ้างอิง           

www.thaihealth.or.th                 

http://nctc.oncb.go.th           

 www.thaifda.com          

www.gcocities.comwww.thailabonline.com

 

Comment

Comment:

Tweet

tongue tongue tongue tongue tongue tongue tongue tongue tongue tongue tongue tongue tongue tongue tongueทำไมต้องเอาทุเรศด้วย tongue tongue tongue tongue tongue

#2 By (118.172.32.217) on 2009-09-27 16:20

หวาดดี

#1 By (118.175.25.161) on 2009-02-12 10:13